ยื่นภาษีแบบไหนคุ้มกว่ากัน? สิทธิประโยชน์ที่คู่สมรสควรรู้! แยกยื่นหรือยื่นร่วม แบบไหนช่วยลดภาระภาษีได้ดีที่สุด มาดูวิธีเลือกให้เหมาะกับคุณในบทความนี้
เนื่องจากการใช้ชีวิตคู่ของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต ภาระค่าใช้จ่าย หรือระดับรายได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการคำนวณภาษีเงินได้ของคู่สมรส การเลือกวิธียื่นภาษีให้เหมาะสมสามารถช่วยลดภาระภาษีหรือเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ ดังนั้น คู่สมรสควรเข้าใจทางเลือกที่มีและพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง โดย OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิตจะแนะนำ 3 วิธี ดังนี้
1. แยกยื่นภาษี
การแยกยื่นภาษี หมายถึง คู่สมรสแต่ละฝ่ายยื่นภาษีของตนเองโดยอิสระ วิธีนี้เหมาะกับกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมีรายได้พอๆ กัน เสียภาษีอยู่ในฐานภาษีเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน และมีค่าลดหย่อนต่างๆ ใกล้เคียงกัน จะช่วยให้ทั้งคู่ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ส่งผลให้จำนวนภาษีที่ต้องจ่ายของทั้งคู่ น้อยกว่าการยื่นภาษีร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้เพียงคราวเดียว
ตัวอย่าง 1:
สามี มีรายได้ 600,000 บาท/ปี เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว เหลือเงินได้สุทธิสำหรับคำนวณภาษีจำนวน 380,000 บาท
ภรรยา มีรายได้ 420,000 บาท/ปี โดยเมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว เหลือเงินได้สุทธิสำหรับคำนวณภาษีจำนวน 200,000 บาท
เมื่อแยกยื่นภาษี ทั้งคู่จะสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้ ดังนั้น
สามี จะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วน 150,000 บาทแรก จำนวน 150,000 บาทต่อมาจะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% คิดเป็นเงิน 7,500 บาท และส่วนที่เหลือ 80,000 บาทต้องเสียภาษีในอัตรา 10% คิดเป็นเงิน 8,000 บาท คิดเป็นเงินภาษีทั้งปีเท่ากับ 15,500 บาท
ภรรยา จะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วน 150,000 บาทแรก และส่วนที่เหลือ 50,000 บาทต้องเสียภาษีในอัตรา 5% คิดเป็นเงินภาษีทั้งปีเท่ากับ 2,500 บาท
จะเห็นว่า เมื่อยื่นภาษีด้วยวิธีแยกยื่น ครอบครัวนี้จ่ายภาษีทั้งปีเท่ากับ 18,000 บาท
แต่หากยื่นร่วมกัน เงินได้สุทธิของทั้งคู่จะรวมกับได้ 580,000 บาท โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วน 150,000 บาทแรก จำนวน 150,000 บาทต่อมา จะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% คิดเป็นเงิน 7,500 บาท จำนวน 200,000 บาทต่อมา จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10% คิดเป็นเงิน 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 80,000 บาท จะต้องเสียภาษีในอัตรา 15% คิดเป็นเงิน 12,000 บาท
จะเห็นว่า เมื่อยื่นภาษีด้วยวิธียื่นร่วมกัน ครอบครัวนี้จ่ายภาษีทั้งปีเท่ากับ 39,500 บาท
ตารางที่ 1 | |||
รายการ | แยกยื่น | ยื่นร่วม | |
สามี | ภรรยา | ||
รายได้ | 600,000 บาท | 420,000 บาท | 1,020,000 บาท |
ค่าใช้จ่าย | 100,000 บาท | 100,000 บาท | 200,000 บาท |
ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท | 60,000 บาท | 120,000 บาท |
ค่าลดหย่อนอื่น ๆ | 60,000 บาท | 60,000 บาท | 120,000 บาท |
เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี | 380,000 บาท | 200,000 บาท | 580,000 บาท |
รวมต้องเสียภาษีเงินได้ | 15,500 บาท | 2,500 บาท | 39,500 บาท |
2. ยื่นภาษีร่วมกัน
การยื่นภาษีร่วมกัน คือ การนำรายได้ของทั้งสองฝ่ายมาคำนวณรวมกันเป็นก้อนเดียว วิธีนี้อาจเป็นประโยชน์หากฝ่ายหนึ่งมีรายได้ต่ำกว่ามากหรือไม่มีรายได้เลย ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เต็มที่ตามที่กฏหมายกำหนด ดังนั้น หากนำรายได้ของทั้งสองฝ่ายมายื่นภาษีร่วมกัน โดยให้ฝ่ายที่มีรายได้มากกว่าเป็นผู้ยื่นแบบ จะช่วยให้ฝ่ายที่มีภาระภาษีสูงกว่า สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนภาษีของฝ่ายที่มีรายได้น้อยได้เต็มสิทธิ
ตัวอย่าง 2:
สามี มีรายได้ 180,000 บาท/ปี เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าลดหย่อนส่วนตัว และค่าลดหย่อนอื่น ๆ ตามตารางที่ 2 แล้ว จะพบว่าไม่เหลือเงินได้สุทธิสำหรับนำไปคำนวณภาษี จึงได้รับการงดเว้นไม่ต้องเสียภาษี
ภรรยา มีรายได้ 2,000,000 บาท/ปี เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าลดหย่อนต่าง ๆ ตามตารางที่ 2 จะเหลือเงินได้สุทธิ 935,000 บาท ซึ่งหากแยกยื่นเฉพาะของภรรยาคนเดียว จะต้องเสียภาษีในอัตราภาษี 20%
แต่หากรวมรายได้ของทั้งคู่เป็น 2,180,000 บาท แม้ว่าเงินได้สุทธิรวมจะมากขึ้น แต่ภรรยาจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของสามีได้ด้วย เงินได้สุทธิของทั้งคู่จะลดลงเหลือ 790,000 บาท ซึ่งจะเสียภาษีในอัตราภาษี 20% เช่นเดียวกับการที่ภรรยาและสามีแยกยื่นภาษี แต่ในจำนวนที่น้อยกว่ามาก
ตารางที่ 2 | |||
รายการ | แยกยื่น | ยื่นร่วม ภรรยาเป็นผู้ยื่น |
|
สามี | ภรรยา | ||
รายได้ | 180,000 บาท | 2,000,000 บาท | 2,180,000 บาท |
ค่าใช้จ่าย | 90,000 บาท | 100,000 บาท | 190,000 บาท |
ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท | 60,000 บาท | 120,000 บาท |
ค่าลดหย่อนบุตร 1 คน | 30,000 บาท | 30,000 บาท | 60,000 บาท |
ค่าลดหย่อนบิดามารดา | 60,000 บาท | 60,000 บาท | 120,000 บาท |
ค่าประกันชีวิตและประกันสุขภาพ | 35,000 บาท | 100,000 บาท | 135,000 บาท |
ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา | - | 15,000 บาท | 15,000 บาท |
ค่าประกันบำนาญ กองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุน TESG รวมกัน | 30,000 บาท | 500,000 บาท | 530,000 บาท |
ค่ากองทุน SSF | 20,000 บาท | 200,000 บาท | 220,000 บาท |
เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี | 0 บาท | 935,000 บาท | 790,000 บาท |
รวมต้องเสียภาษีเงินได้ | ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี | 102,000 บาท | 73,000 บาท |
3. แยกยื่นภาษีเฉพาะเงินเดือนของฝ่ายที่ได้รับสูงกว่า ที่เหลือยื่นภาษีร่วมกัน
เป็นการแยกยื่นเฉพาะเงินเดือนของฝ่ายที่มีรายได้สูง และนำรายได้อื่น เช่น เงินปันผล ค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือเงินเดือนของอีกฝ่าย มายื่นร่วมกันกับฝ่ายที่มีรายได้ต่ำกว่า เหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายหนึ่งมีเงินเดือนสูง และมีรายได้ทางอื่นด้วย ซึ่งใช้สิทธิค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนในส่วนของเงินเดือนเต็มสิทธิแล้ว จึงนำรายได้ทางอื่นไปยื่นร่วม เพื่อให้อัตราภาษีของฝ่ายที่มีรายได้สูงไม่สูงจนเกินไป เป็นการลดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแต่ละฝ่ายจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของตนเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วย
ตัวอย่าง 3:
ภรรยา มีรายได้ 2,000,000 บาท/ปี แบ่งออกเป็นรายได้จากเงินเดือน 1,200,000 บาท ที่เหลืออีก 800,000 บาท เป็นรายได้อื่นตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร
สามี มีรายได้ 180,000 บาท/ปี
ภรรยาสามารถนำรายได้ 1,200,000 บาทนี้มาแยกยื่นภาษีได้ หากใช้สิทธิลดหย่อนตามตารางที่ 3 จะเหลือเงินได้สุทธิ 135,000 บาท ซึ่งจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
ส่วนรายได้อื่นจำนวน 800,000 บาทที่เหลือ จะนำไปรวมกับรายได้ของสามีเป็น 980,000 บาท และยื่นภาษีร่วมกัน โดยใช้สิทธิลดหย่อนในส่วนของสามี ดังนี้
ตารางที่ 3 | ||
รายการ | ภรรยาแยกยื่นเฉพาะเงินเดือน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร |
ที่เหลือยื่นร่วม สามีเป็นผู้ยื่น |
รายได้ | 1,200,000 บาท | 980,000 บาท |
ค่าใช้จ่าย | 100,000 บาท | 100,000 บาท |
ค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 บาท | 60,000 บาท |
ค่าลดหย่อนบุตร 1 คน | 30,000 บาท | 30,000 บาท |
ค่าลดหย่อนบิดามารดา | 60,000 บาท | - |
ค่าประกันชีวิตและประกันสุขภาพ | 100,000 บาท | - |
ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา | 15,000 บาท | 15,000 บาท |
ค่าประกันบำนาญ กองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุน TESG รวมกัน | 500,000 บาท | 500,000 บาท |
ค่ากองทุน SSF | 200,000 บาท | 100,000 บาท |
เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี | 135,000 บาท | 175,000 บาท |
รวมต้องเสียภาษีเงินได้ | ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี | 125,000 |
จะเหลือเงินได้สุทธิจำนวน 175,000 บาท โดย 150,000 บาทแรกจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ส่วนที่เหลือ 25,000 บาท จะเสียภาษีในอัตรา 5% คิดเป็น 1,250 บาท
เท่ากับว่า ครอบครัวนี้จะเสียภาษีเพียง 1,250 บาทเท่านั้น หากเทียบกับการที่ทั้งคู่แยกกันยื่นภาษี ฝ่ายภรรยาที่มีรายได้สูงถึง 2,000,000 บาท เมื่อยื่นภาษีเองคนเดียวทั้งหมด ต้องเสียภาษีสูงถึง 102,000 บาท (ตารางที่ 2)
การเลือกวิธียื่นภาษีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรายได้และเงื่อนไขทางภาษีของแต่ละคู่สมรส ควรพิจารณาจากอัตราภาษีที่ต้องเสีย ค่าลดหย่อนที่สามารถใช้ได้ และผลประโยชน์ทางภาษีโดยรวม หากเห็นว่ายังมีค่าลดหย่อนที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ เช่น ตัวอย่างที่ 3 ในส่วนของการยื่นร่วม หากทำประกันชีวิตเพิ่มเติม รายได้สุทธิที่นำไปลดหย่อนก็จะลดลง จนทำให้เสียภาษีน้อยลง หรือไม่ต้องเสียภาษี หรืออาจได้เงินภาษีคืนก็ได้
สนใจทำประกันชีวิตกับ OCEAN LIFE ไทยสมุทร ที่ได้ทั้งการลดหย่อนภาษี และรับเงินคืนสูงทุกปีตั้งแต่ปีแรก กับประกันสะสมทรัพย์ โอเชี่ยนไลฟ์ ซูเปอร์ รีเทิร์น 10/5 โดยสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท สมัครทำประกันง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ คลิก
นอกจากบทความนี้แล้ว สามารถเติมความรู้ด้านภาษีได้อีกที่บทความ
ข้อควรทราบ:
- การรับประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด
- ความคุ้มครองและการจ่ายผลประโยชน์ต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
- เบี้ยประกันชีวิต สามารถนำไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
- ผู้เอาประกันภัยที่ประสงค์จะนำเบี้ยประกันชีวิต ไปอ้างอิงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องแจ้งความประสงค์และยินยอมให้บริษัทฯ นำส่งข้อมูลเบี้ยประกันชีวิตให้กรมสรรพากร
- ข้อมูลในเอกสารนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผู้ขอเอาประกันภัย/ผู้เอาประกันภัยควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และทำความเข้าใจในรายละเอียดเงื่อนไขความคุ้มครอง ผลประโยชน์ และข้อยกเว้น ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้วโปรดศึกษาเพิ่มเติม